วิทยาศาสตร์

เหตุใดเสียงจึงเดินทางเร็วกว่าในน้ำมากกว่าในอากาศ

เสียงเป็นคลื่นกลที่ต้องอาศัยการสั่นสะเทือนของอนุภาคในตัวกลางจึงจะแพร่กระจายได้ ความเร็วเสียงจึงแตกต่างกันตามความยืดหยุ่นและความหนาแน่นของตัวกลาง โดยเสียงเดินทางในน้ำราว 1,480 เมตรต่อวินาที เร็วกว่าในอากาศที่ประมาณ 343 เมตรต่อวินาที หลักการนี้อธิบายทั้งการได้ยินใต้น้ำ การสื่อสารของสัตว์ทะเล และเทคโนโลยีอะคูสติกใต้น้ำ

แชร์
header_billboard
ภาพ: Tweesak C. / Pexels

เสียงเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่พบได้ทุกวัน ตั้งแต่เสียงพูด เสียงดนตรี ไปจนถึงเสียงจากเครื่องจักรและสัตว์ทะเล อย่างไรก็ตาม เสียงไม่ใช่สิ่งที่เดินทางผ่านอวกาศได้ด้วยตัวเอง แต่เป็นคลื่นกลที่ต้องอาศัยตัวกลาง เช่น อากาศ น้ำ หรือของแข็ง เพื่อส่งต่อพลังงานจากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่ง การทำความเข้าใจว่าเสียงแพร่กระจายอย่างไรจึงช่วยอธิบายได้ว่า เหตุใดเสียงในน้ำจึงเดินทางเร็วกว่าเสียงในอากาศ และเหตุใดสภาพแวดล้อมจึงมีผลต่อการได้ยิน

## เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของอนุภาค

in_article_1

เมื่อวัตถุสั่น เช่น สายเสียงของเครื่องดนตรี แผ่นลำโพง หรือเส้นเสียงของมนุษย์ วัตถุนั้นจะผลักและดึงอนุภาคที่อยู่โดยรอบให้เคลื่อนที่ตาม การเคลื่อนที่นี้ก่อให้เกิดบริเวณที่อนุภาคเบียดกันแน่น เรียกว่า บริเวณอัด และบริเวณที่อนุภาคอยู่ห่างกันมากขึ้น เรียกว่า บริเวณขยาย บริเวณอัดและขยายจะส่งต่อกันไปในตัวกลาง ทำให้พลังงานของการสั่นสะเทือนเคลื่อนที่ออกจากแหล่งกำเนิด ขณะที่อนุภาคของตัวกลางส่วนใหญ่เพียงสั่นไปมาใกล้ตำแหน่งเดิม ไม่ได้เดินทางไปพร้อมกับคลื่นเป็นระยะทางไกล

เสียงในอากาศและน้ำโดยทั่วไปเป็นคลื่นตามยาว หมายถึง อนุภาคสั่นในทิศทางเดียวกับทิศทางที่คลื่นเคลื่อนที่ ความถี่ของการสั่นกำหนดระดับเสียงที่เราได้ยิน หากความถี่สูง เสียงจะมีโทนสูง หากความถี่ต่ำ เสียงจะมีโทนต่ำ ส่วนแอมพลิจูดเกี่ยวข้องกับพลังงานของคลื่นและมักสัมพันธ์กับความดังที่ผู้ฟังรับรู้ แต่ความดังที่ได้ยินจริงยังขึ้นอยู่กับระยะทาง สภาพแวดล้อม และความไวของอวัยวะรับเสียงด้วย

ภาพเชิงนามธรรมของคลื่นเสียงหรือแรงสั่นสะเทือนที่แพร่ผ่านน้ำใต้น้ำ
ภาพ: Merlin Lightpainting / Pexels

## ความเร็วเสียงขึ้นอยู่กับตัวกลาง

ความเร็วเสียงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลร่วมระหว่างความยืดหยุ่นของตัวกลางกับความหนาแน่น ในกรณีของของไหลอย่างอากาศและน้ำ สามารถอธิบายโดยย่อด้วยความสัมพันธ์ว่า ความเร็วเสียงแปรผันตามรากที่สองของอัตราส่วนระหว่างโมดูลัสความยืดหยุ่นเชิงปริมาตรกับความหนาแน่น หรือเขียนในรูปสมการได้ประมาณว่า v = √(K/ρ) โดย v คือความเร็วเสียง K คือค่าความยืดหยุ่นเชิงปริมาตร และ ρ คือความหนาแน่น

ความยืดหยุ่นในที่นี้หมายถึง ความสามารถของตัวกลางในการต้านการเปลี่ยนรูปร่างหรือปริมาตร และกลับคืนสู่สภาพเดิมหลังถูกรบกวน ตัวกลางที่ส่งแรงจากอนุภาคหนึ่งไปยังอนุภาคถัดไปได้รวดเร็ว จะช่วยให้คลื่นเสียงเคลื่อนที่เร็วขึ้น ขณะเดียวกัน หากตัวกลางมีความหนาแน่นมาก อนุภาคก็มีความเฉื่อยมากขึ้นและตอบสนองต่อการรบกวนได้ยากขึ้น ดังนั้น การเปรียบเทียบความเร็วเสียงจึงต้องพิจารณาทั้งสองปัจจัย ไม่ควรสรุปว่าตัวกลางที่หนาแน่นกว่าจะทำให้เสียงเร็วกว่าเสมอไป

## ทำไมเสียงในน้ำเร็วกว่าภายในอากาศ

นักดำน้ำอยู่ใต้น้ำในสภาพแวดล้อมทะเล ใช้ประกอบการอธิบายการได้ยินใต้น้ำ
ภาพ: Maël BALLAND / Pexels

ที่อุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียส เสียงเดินทางในอากาศด้วยความเร็วประมาณ 343 เมตรต่อวินาที ขณะที่ในน้ำจืดมีความเร็วโดยทั่วไปใกล้เคียง 1,480 เมตรต่อวินาที หรือมากกว่าประมาณสี่เท่า ตัวเลขจริงอาจเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิ ความดัน ความเค็ม และองค์ประกอบของน้ำ โดยในน้ำทะเลความเร็วเสียงมักอยู่ราว 1,500 เมตรต่อวินาทีภายใต้สภาพทั่วไป

เหตุผลสำคัญคือ น้ำมีความหนาแน่นมากกว่าอากาศอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน น้ำมีความต้านทานต่อการถูกบีบอัดสูงกว่าอากาศมาก หรือกล่าวได้ว่ามีความยืดหยุ่นเชิงปริมาตรสูงกว่า เมื่อเกิดการอัดตัวเล็กน้อย น้ำจึงส่งต่อแรงดันไปยังบริเวณข้างเคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้น้ำจะมีความหนาแน่นสูงซึ่งเพิ่มความเฉื่อยของระบบ แต่ผลจากความยืดหยุ่นที่สูงกว่ามีมากกว่า ทำให้ความเร็วเสียงในน้ำสูงกว่าในอากาศ

in_article_2

ในของแข็ง เสียงบางชนิดสามารถเดินทางได้เร็วยิ่งกว่านั้น เพราะอนุภาคอยู่ใกล้กันและวัสดุมีความแข็งหรือความยืดหยุ่นสูง ตัวอย่างเช่น เสียงเดินทางในเหล็กได้ประมาณ 5,000 เมตรต่อวินาที ทั้งนี้ค่าดังกล่าวเป็นเพียงค่าประมาณ เพราะความเร็วเสียงในของแข็งแตกต่างกันตามชนิดวัสดุ โครงสร้าง อุณหภูมิ และทิศทางการแพร่ของคลื่น นอกจากนี้ ของแข็งยังรองรับคลื่นได้หลายรูปแบบ เช่น คลื่นตามยาวและคลื่นตามขวาง

## การได้ยินใต้น้ำแตกต่างจากบนบก

โลมากำลังว่ายน้ำในทะเล ใช้ประกอบเรื่องการสื่อสารและการสะท้อนเสียงของสัตว์ทะเล
ภาพ: Daniel Torobekov / Pexels

เมื่อมนุษย์อยู่ใต้น้ำ เสียงจากแหล่งกำเนิดสามารถเดินทางผ่านน้ำเข้าสู่ร่างกายได้ แต่ระบบการได้ยินไม่ได้ทำงานเหมือนอยู่ในอากาศทั้งหมด ช่องหูชั้นนอกและแก้วหูของมนุษย์ปรับตัวได้ดีกับเสียงที่เดินทางผ่านอากาศ ขณะที่น้ำมีคุณสมบัติทางอะคูสติกแตกต่างจากอากาศอย่างมาก การส่งผ่านเสียงเข้าสู่หูจึงเปลี่ยนไป และผู้ฟังอาจรับรู้เสียงเบาลงหรือมีคุณภาพเสียงแตกต่างจากเดิม

อีกเส้นทางหนึ่งคือการนำเสียงผ่านกระดูก เมื่อคลื่นเสียงทำให้ศีรษะหรือกระดูกสั่น การสั่นสะเทือนอาจส่งต่อไปยังหูชั้นในได้โดยไม่ต้องผ่านช่องหูและแก้วหูทั้งหมด ผลคือผู้ที่อยู่ใต้น้ำอาจยังได้ยินเสียงบางประเภท แต่การระบุทิศทางของเสียงมักทำได้ยากขึ้น เพราะความแตกต่างของเวลาหรือระดับเสียงที่หูซ้ายและหูขวาใช้ในการระบุตำแหน่งถูกเปลี่ยนแปลง

ประสบการณ์การได้ยินใต้น้ำยังขึ้นอยู่กับอุปกรณ์และสภาพแวดล้อม เช่น หน้ากากดำน้ำ อากาศในช่องหน้ากาก ความลึก อุณหภูมิ และแหล่งกำเนิดเสียง เสียงจากภายนอกอาจสะท้อนจากผิวน้ำ พื้นทะเล หรือวัตถุใต้น้ำ ทำให้เกิดเสียงสะท้อนและการซ้อนทับกัน ผู้ดำน้ำจึงไม่ควรใช้ความรู้สึกจากเสียงเพียงอย่างเดียวในการตัดสินระยะทางหรือทิศทางของวัตถุ

## ความหมายต่อการสื่อสารของสัตว์ทะเล

สัตว์ทะเลจำนวนมากใช้เสียงเพื่อสื่อสาร หาอาหาร ระบุตำแหน่ง และหลีกเลี่ยงอันตราย เนื่องจากแสงเดินทางได้จำกัดในน้ำขุ่นหรือน้ำลึก ขณะที่เสียงสามารถแพร่ไปได้ไกลกว่าในสภาพแวดล้อมหลายแบบ วาฬและโลมาสามารถสร้างเสียงที่มีความถี่แตกต่างกันเพื่อสื่อสารหรือสำรวจสิ่งแวดล้อม โลมาบางชนิดใช้เสียงสะท้อน หรือ echolocation โดยปล่อยเสียงออกไปแล้ววิเคราะห์เสียงสะท้อนที่กลับมา เพื่อประเมินระยะ รูปร่าง และการเคลื่อนที่ของวัตถุ

อย่างไรก็ตาม การที่เสียงเดินทางในน้ำได้เร็วและไกล ไม่ได้หมายความว่าสัตว์ทะเลจะสื่อสารได้โดยไม่มีข้อจำกัด ระยะการส่งสัญญาณขึ้นอยู่กับความถี่ กำลังของเสียง อุณหภูมิ ความเค็ม ความลึก และสิ่งกีดขวาง เสียงความถี่ต่ำมักเดินทางได้ไกลกว่าในบางสภาวะ ขณะที่เสียงความถี่สูงอาจให้รายละเอียดที่ดี แต่ถูกดูดกลืนโดยน้ำได้มากกว่า สัตว์แต่ละชนิดจึงมีช่วงความถี่และรูปแบบเสียงที่เหมาะกับการดำรงชีวิตของตน

เสียงจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเดินเรือ การก่อสร้างนอกชายฝั่ง การสำรวจใต้ทะเล และการใช้โซนาร์ อาจเพิ่มระดับเสียงรบกวนในมหาสมุทรได้ ผลกระทบขึ้นอยู่กับความดัง ความถี่ ระยะเวลา และระยะห่างจากสัตว์ การศึกษาด้านอะคูสติกทางทะเลจึงมีบทบาทในการติดตามเสียงธรรมชาติ ประเมินผลกระทบต่อระบบนิเวศ และออกแบบแนวทางลดเสียงรบกวนโดยไม่สรุปเกินกว่าหลักฐานที่มี

## จากหลักการสู่เทคโนโลยีใต้น้ำ

หลักการความเร็วเสียงในน้ำถูกนำไปใช้ในโซนาร์ ซึ่งเป็นระบบที่ส่งคลื่นเสียงออกไปและวัดเวลาที่เสียงสะท้อนกลับมา หากทราบความเร็วเสียงในน้ำและวัดเวลาการเดินทางได้ ก็สามารถประมาณระยะทางของวัตถุหรือพื้นทะเลได้ แต่การคำนวณที่แม่นยำต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของความเร็วเสียงตามชั้นอุณหภูมิ ความเค็ม และความดัน เพราะปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้เส้นทางของเสียงโค้งงอหรือเกิดการหักเห

นอกจากโซนาร์แล้ว ความรู้เรื่องคลื่นเสียงยังใช้ในงานสำรวจโครงสร้างใต้ทะเล การตรวจสอบวัสดุ การสื่อสารใต้น้ำ และการศึกษาสัตว์ทะเล นักวิทยาศาสตร์สามารถบันทึกเสียงในมหาสมุทรเพื่อแยกแยะเสียงจากสิ่งมีชีวิต ธารน้ำแข็ง เรือ หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นภาพของระบบนิเวศที่มนุษย์ไม่สามารถสังเกตได้โดยตรง

โดยสรุป เสียงคือการถ่ายทอดพลังงานผ่านการสั่นสะเทือนของอนุภาคในตัวกลาง ความเร็วของเสียงขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างความยืดหยุ่นและความหนาแน่น ไม่ใช่ความหนาแน่นเพียงปัจจัยเดียว น้ำมีความหนาแน่นสูงกว่าอากาศ แต่มีความต้านทานต่อการถูกบีบอัดสูงกว่ามาก จึงทำให้เสียงเดินทางในน้ำเร็วกว่าอากาศ หลักการนี้เชื่อมโยงตั้งแต่ประสบการณ์การได้ยินใต้น้ำ ไปจนถึงการสื่อสารของสัตว์ทะเลและเทคโนโลยีโซนาร์ สิ่งที่น่าติดตามต่อคือการวิจัยผลกระทบของเสียงมนุษย์ต่อมหาสมุทร และการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้เสียงเพื่อศึกษาทะเลโดยรบกวนสิ่งมีชีวิตให้น้อยที่สุด

end_article